Wednesday, June 22, 2011
บทกวีนิรันดร์กาล 2
ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึงมาหาความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว
วิทยากร เชียงกูล
ด้านล่างนี้คือฉบับเต็ม
ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน
บานอยู่เต็มฟากสวรรค์
คนเดินผ่าน ไปมากัน
เขาด้นดั้น หาสิ่งใด
ปัญญา มีขาย ที่นี่หรือ
จะแย่งซื้อ ได้ที่ไหน
อย่างที่โก้ หรูหรา ราคาเท่าใด
จะให้พ่อ ขายนา มาแลกเอา
ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้
ยินแต่ เสียงด่า ว่าโง่เง่า
เพลงที่นี่ ไม่หวาน เหมือนบ้านเรา
ใครไม่เข้า ถึงพอ เขาเยาะเย้ย
นี่จะให้ อะไร กันบ้างไหม
มหาวิทยาลัย ใหญ่โตเหวย
แม้นท่าน มิอาจให้ อะไรเลย
วานนิ่งเฉย อย่าบ่น อย่าโวยวาย
ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว
มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง
ปล่อยฉัน อ้างว้าง ขับเคี่ยว
เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว
เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน
ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน
บานอยู่เต็ม ฟากสวรรค์
เกินพอ ให้เจ้า แบ่งปัน
จงเก็บกัน อย่าเดิน ผ่านเลยไป
บทกวีนิรันดร์กาล 1
"ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ
ไม่มีใครต่างล้ำเลิศน่าเทิดทูน
ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่
ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน"
วิสา คัญทัพ
ด้านล่างนี้เป็นฉบับเต็ม
สิบสี่ตุลาวันมหาปิติ
พระปกเกล้าทรงดำริพระราชดำรัส
ทรงลงพระปรมาภิไธยอนุมัติ
ไทยยังจำคำสัตย์เสมอมา
สองสี่เจ็ดห้าถึงสองพันห้าร้อยสิบหก
โอ้พระปกฯประชาธิปไตยอยู่ไหนหนา
สิ้นแผ่นดินเผด็จการก็ลานตา
ทุรชนเรียงหน้าเข้าราวี
สิบสี่ตุลาวันมหาวิปโยค
ลูกหลานไทยเลือดโชกทั่วพื้นที่
คาวเลือดคลุ้งนองสาดเพื่อชาติพลี
มาเถิดกูสู้ไม่หนีวีรชน
เขาเพรียกเสียงเพียงขานประสานก้อง
เขาเรียกร้องรัฐธรรมนูญเพิ่มพูนผล
เขายืนหยัดต่อสู้ศัตรูคน
เขาสู้ทนเพื่อมหาประชาไทย
สิบสี่ตุลาวันมหาปิติ
มาฟังสิฟังเสียงสำเนียงใส
เสียงชโยโห่ร้องดังก้องไกล
ประชาชนขับไล่เผด็จการ
คราบน้ำตายังไม่แห้งลงเหือดหาย
เพื่อนพี่น้องล้มตายทุรนร่าน
พ่อข้าเพิ่งจะยิ้มอย่างสำราญ
เห็นลูกมันกล้าหาญก็ภูมิใจ
ครบรอบปีสิบสี่ตุลา
ประชาชนถ้วนหน้าก็ร่ำไห้
ดวงวิญญาณวีรชนอยู่หนใด
วันนี้ร้อยมาลัยมาบูชา
มโหรีจะโหมโรงเป็นระลอก
มหกรรมในนอกจะแน่นหนา
และผู้คนทุกชนชาติจะยาตรา
โปรดมาลาจุดธูปคลุ้งทุ่งพระเมรุ
ครบรอบปีสิบสี่ตุลา
ราชดำเนินเลือดทาแผ่นดินเด่น
วีรกรรมอาชีวะที่กะเกณฑ์
ก็หนุนเนื่องเนืองเห็นเป็นประจำ
รอยเลือดแลกเลือดเดือดพล่าน
อาจหาญโหมรุกบุกกระหน่ำ
สามัคคีมิตรสหายออกร่ายรำ
มุ่งนำประชาธิปไตยหมายทุน
ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน
ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่
ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
Thursday, January 27, 2011
Man Best Friend

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2011 ว่า ท่ามกลางเหตุการณ์สลดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในกรุงริโอ เดอ จาไนโร ประเทศบราซิล ซึ่งได้คร่าชีวิตประชาชนกว่า 630 คน และในเหตุการณ์สูญเสียในครั้งนี้ ชาวบราซิลต่างประทับใจกับภาพเหตุการณ์ สุนัขตัวหนึ่งชื่อ"ลีโอ"ที่นั่งเฝ้าหน้าหลุมฝันเจ้าของของมันอย่างภักดี
รายงานระบุว่า เจ้าของสุนัขตัวนี้ชื่อ คริสติน่า มาเรีย เซซาริโอ ซานตาน่า ซึ่งเป็นหนึ่งในเหยื่อโศกนาฎกรรมอุทกภัยร้ายแรง โดยเมื่อร่างของเธอถูกนำมาฝังยังหลุมศพหมู่ สุนัขของเธอก็มานั่งไว้อาลัยให้แก่เธอ โดยในช่วงกลางวัน มันจะเตร็ดเตร่เดินไปตามถนนต่าง ๆ แต่เมื่อตกกลางคืน มันก็จะกลับมาเฝ้าหลุมศพของเธอ นอกจากนี้ ครั้งหนึ่งสุนัขตัวนี้ ยังตะกุยคุ้ยเขี่ยดิน ราวกับว่าต้องการจะกู้ชีพเจ้าของของมันด้วย
พฤติกรรมของมันตกเป็นข่าวตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.และกลายเป็นข่าวกินใจสำหรับชาวบราซิลตั้งแต่นั้น อย่างไรก็ตาม ชาวบราซิลต่างเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่คอยดูแลสุนัขตัวนี้ เพราะเกรงว่ามันอาจจะตายในไม่ช้านี้ เนื่องจากมีรายงานข่าวว่า มันไม่ยอมกินอาหารมาเป็นเวลาหลายวัน อย่างไรก็ตาม เจ้าสุนัขตัวนี้ ไม่ได้รับบาดเจ็บที่ใด และล่าสุดถูกย้ายอย่างปลอดภัยไปยังที่พักสำหรับมันแล้ว
ภาพเหตุการณ์จากประเทศบราซิล ได้สะกิดเตือนให้หวนคิดถึงเรื่องราวแสนเศร้าในอดีดที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเรื่องราวของสุนัขตัวหนึ่งที่เฝ้ารอรับเจ้าของที่สถานีรถไฟ โดยหารู้ไม่ว่าเจ้านายของตัวได้เสียชีวิตไปแล้ว ด้วยความซื่อสัตย์และจงรักภัคดี สุนัขตัวนั้นได้เฝ้ารอเจ้าของจนตราบสิ้นลมหายใจสุดท้าย สุนัขตัวนี้ชื่อ Hachiko

ฮาจิโกะมาอยู่กับศาสตราจารย์ เอชะบุโระ อุเอะโนะ (Hidesamuroh Ueno) อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล (มหาวิทยาลัยโตเกียว) เมื่ออายุได้เพียง 2 เดือน ฮาจิโกะเป็นสุนัขพันธุ์อคิตะสายพันธุ์แท้ที่หาได้ยากยิ่ง ณ ขนะนั้น ทำให้ ศ.อุเอะโนะภูมิใจในตัวของมันเป็นอย่างมาก ทุกวันเขาจะพร่ำบอกกับมันว่า ฮาจิโกะเจ้าช่างเป็นสุนัขที่ดีเหลือเกิน เจ้าช่างเป็นสุนัขที่สวยงามเหลือเกิน
ศาสตราจารย์ อุเอโนะศ.อุเอโนะต้องเดินทางไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย โดยขึ้นรถไฟที่สถานีชิบุยะ ตอนเช้าฮาจิโกะจะคอยส่งเจ้านายที่ประตูหน้าบ้าน และในตอนเย็นเมื่อถึงเวลาเลิกงาน 15.00 น. ฮาจิโกะจะมากระดิกหางรอพบเจ้านายของมันที่สถานีรถไฟอยู่เสมอ

แต่แล้วเมื่อฮาจิโกะยังมีอายุไม่ถึง 2 ปี ในวันที่ 21 พฤษภาคม 1925 ศ.อุเอะโนะ ได้เกิดอาการเส้นโลหิตในสมองแตก และเสียชีวิตขณะอยู่ที่มหาวิทยาลัย ในวันนั้นฮาจิโกะยังคงมารอเจ้านายของมันที่สถานีรถไฟอย่างใจจดใจจ่อ โดยไม่รู้เลยว่ามันจะไม่มีวันได้พบกับเจ้านายของมันอีกแล้ว
ภายหลังการเสียชีวิตของ ศ.อุเอโนะ ภรรยาของเขาได้ย้ายบ้าน และนำฮาจิโกะไปให้กับญาติของศาสตราจารย์ที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายกิโลเมตร แต่ไม่มีอะไรขังหัวใจของฮาจิโกะได้ เพราะทุกครั้งที่มันหนีออกมาได้ มันจะวิ่งตรงไปที่บ้านเก่าของมัน แต่ก็ไม่เคยเจอใคร ในที่สุดฮาจิโกะก็รู้แล้วว่าเจ้านายของมันไม่ได้อยู่ที่บ้านอีกแล้ว มันจึงกลับไปรอที่สถานีรถไฟเหมือนเมื่อครั้งที่เจ้านายของมันยังมีชีวิตอยู่

Hachiko กับเด็กๆที่สถานีรถไฟ
ฮาจิโกะจะวิ่งไปรอเจ้านายของมันที่สถานีรถไฟในวลา 15.00 น.ทุกวัน ทุกครั้งที่รถไฟเข้าเทียบท่า มันก็จะชะเง้อคอคอยมองหาเจ้านายของมันท่ามกลางผู้คนมากมาย ฮาจิโกะทำแบบนั้นตรงเวลา เหมือนเดิมทุกๆ วัน ตลอดระยะเวลา 10 ปี โดยมี คิคุซะบุโระ โคบายาชิ อดีตคนสวนของศาสตราจารย์ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟเป็นคนคอยดูแลฮาจิโกะ คนที่ผ่านไปมาบางคนก็ให้อาหาร และวิเคราะห์กันไปว่า ที่ฮาจิโกะมาทุกวันนั้นเป็นเพราะหิวอาหาร แต่เมื่อสังเกตพฤติกรรมให้ดีแล้วจะพบว่ามันจะมาเฉพาะช่วงตอนเย็นเท่านั้น โดยเฉพาะอาการที่มันชะเง้อมองรถไฟขบวน เวลา 15.00 น.เมื่อเข้าจอดนั้น เป็นการที่มันมองหา ศ.อุเอโนะนายของมันจริงๆ

Hachiko กับผู้คนที่ผ่านไปมา
เรื่องราวความจงรักภักดีของมัน เป็นที่กล่าวขานแก่ผู้คน ในปี 1932 เรื่องของมันถูกตีพิมพ์ลงบนหนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่น ผู้คนทั่วประเทศต่างเดินทางมาดูและมาเล่นกับฮาจิโกะ ชาวญี่ปุ่นยังยกย่องให้เจ้าฮาจิโกะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็กๆอีกด้วย ถึงขนาดที่จักรพรรดินีญี่ปุ่นได้ให้หล่อรูปทองแดงขึ้นในปี 1934 และให้นำไปตั้งไว้ที่สถานีรถไฟชิบุย่า
และแล้ว...ในวันที่ 8 มีนาคม 1935 มีคนพบฮาจิโกะนอนตายอยู่ตรงที่ที่มันมักจะมารอคอยเจ้านายตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ในที่สุด...ฮาจิโกะก็ได้เดินทางกลับไปพบเจ้านายของมันอีกครั้ง...สิ้นสุดการรอคอยที่ยาวนานเสียที
ข่าวการตายของฮาจิโกะนั้นถูกตีพิมพ์ลงบนหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น ร่างของฮาจิโกะนั้นถูกนำไปเก็บรักษาเอาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ในกรุงโตเกียว นอกจากรูปหล่อที่ย่านชิบูยะแล้ว ยังมีรูปปั้นที่เตือนให้ระลึกถึงฮาจิโกะอยู่อีกหลายแห่ง เช่น ที่หน้าสถานีรถไฟโอะดะเตะ ในจังหวัดอากิตะ บ้านเกิดของเจ้าฮาจิโกะ เป็นต้น เรื่องของฮาจิโกะยังคงเป็นที่เล่าขาน เป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ มีการนำไปสร้างเป็นละคร ภาพยนตร์ การ์ตูน หนังสือเรียนและอื่นๆ

รูปปั้นที่ย่านชิบูยา

ร่างของ Hachiko ที่พิพิธภัณฑ์
เรื่องราวของสุนัขแสนซื่อบริสุทธิเหล่านี้เป็นปรากฎการณ์ที่สอนให้เราได้รู้ว่า
"ความรักแท้มีจริง และเพื่อความรักแล้วเราต้องมีความอดทน ความซื่อสัตย์ และมีความหวัง ตราบสิ้นลมหายใจ"
Friday, January 14, 2011
คิดบวก ชีวิตบวก
Positive Thinking, Positive Life

เวลาเจองานหนัก
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ
เวลาเจอปัญหาซับซ้อน
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ
เวลาเจอความทุกข์หนัก
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต
เวลาเจอนายจอมละเมียด
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)
เวลาเจอคำตำหนิ
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ
เวลาเจอคำนินทา
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย

เวลาเจอความผิดหวัง
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต
เวลาเจอความป่วยไข้
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี
เวลาเจอความพลักพราก
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง
เวลาเจอลูกหัวดื้อ
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง

เวลาเจอแฟนทิ้ง
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ
เวลาเจอคนที่ใช่ แต่เขามีคู่แล้ว
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง
เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนันตาของชีวิตและสรรพสิ่ง
เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน
ให้บอกตัวเองว่า นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม
เวลาเจอคนเลว
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์
เวลาเจออุบัติเหตุ
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด

เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบททดสอบที่ว่า "มารไม่มีบารมีไม่เกิด"
เวลาเจอวิกฤต
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทพิสูจน์ธรรม "ในวิกฤตย่อมมีโอกาส"
เวลาเจอความจน
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต
เวลาเจอความตาย
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์
ว.วชิรเมธี
Monday, September 6, 2010
CNE (Canadian National Exhibition)

หลังจากต้องคุดคู้อยู่ในเสื้อผ้าหนาหนักที่สวมใส่เพื่อต่อสู้กับอากาศอันเยือกเย็น ย่ำเท้าบนถนนน้ำแข้งเป็นเวลาเกือบห้าเดือนในฤดูหนาวอันยาวนานของแคนนาดา วันนี้พวกเราได้ปลดเปลี้องเสื่อแจ๊คเก็ตที่ห่มทับเสื้อผ้าอีกหลายชั้นของเราเอาไปเก็บเสียที นี่คือ ฤดูร้อนที่เร่าร้อนไม่แพ้อุณหภูมิในกรุงเทพฯ ถึงเวลาปัดฝุ่นจักรยานคันเก่าออกมาขี่สูดอากาศบริสุทธิ์กันเสียดี และที่สำคัญฤดูร้อนหมายถึงการพักผ่อน การเดินทาง หมายถึงสวนน้ำอันเย็นฉ่ำ หมายถึงการเดินทอดน่องบนชาดหาดริมทะเลสาบออนตาริโอ และยังหมายถึงงานเทศกาลาลฤดูร้อนนที่กำลังเดินทางมาถึง เริ่มต้นด้วย Guy Parade, Caribana และงาน CNE รวมถึงงานกิจกรรมต่างๆ ของรัฐและเอกชนที่จัดขึ้นตลอดฤดูร้อนของทุกๆ ปี การมาถึงของงาน CNE สำหรับคนไทยในโตรอนโตหมายถึงสินค้าไทยใหม่ๆ จากเมืองไทยจะมาเปิดร้านขายในงานนี้ พวกเราจะพุ่งตรงไปดูสินค้าใหม่ๆ ได้พูดจาประสาไทยกับแม่ค้าพ่อค้าในงาน และได้ของไทยกลับเอาไปใช้หรือเอาไปตั้งโชว์ที่บ้านหรือที่ร้านอาหารไทยเป็นประจำทุกปี คนไทยเราส่วนหนึ่งชอบที่จะไปเล่นได้เสียในคาสิโนมากกว่าเดินชมงาน พวกเราต้องรีบเก็บเกี่ยวอากาศสดชื่นในวันฟ้าใสเอาไว้ให้เต็มที่ เพราะงาน CNE เป็นงานสุดท้ายปลายฤดูร้อนของแคนาดา แล้วอีกไม่นานฤดูใบ้ไม้ร่วงจะวิ่งผลัดฤดูอย่างรวดเร็ว ฤดูหนาวก็จะตามมาอีกครั้ง


งานมหกรรมนิทรรศการแห่งชาติแคนาดา Canadian National Exhibition (CNE) หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม The Ex นับเป็นงานสารพันกิจกรรมบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแคนาดาประปี จัดขึ้นในปลายฤดูร้อนกลางเดือนสิงหาคมไปจนถึงวันแรงงานแห่งชาติในต้นเดือนกันยายนของทุกปี CNE มีกิจกรรมการแสดงที่หลากหลายของความบันเทิงทั้งกลางแจ้งและบนเวที, สวนสนุกที่มีเครื่องเล่นต่างๆมากมายหลายแบบ รวมทั้งเกมการละเล่นชิงราววัล, งานแสดงด้านเกษตรกรรมและปศุสัตว์, มหกรรมการแสดงสินค้าจากปรเทศต่างๆ, ขบวนพาเหรดและกีฬา, งานแสดงทางอากาศ การขับเครื่องบินโชว์, เทศกาลอาหารนานาชาติ, กิจกรรมสำหรับเด็กๆKid’sWorld และเปิดคาสิโนสำหรับผู้ชื่นชอบเกมการพนัน งาน CNE สามารถดิงดูดผู้ชมได้มากกว่า 1 ล้าน 5 แสนคนในแต่ละปี


งานมหกรรม CNE เริ่มจัดครั้งแรกขึ้นในปี 1879 โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาได้นำเอาความโดดเด่นทางประวัติศาสตร์ของชนชาติแคนาดา มาแสดงให้ปรากฎต่อสายตาผู้คนทั่วโลกได้ประจักษุ์ เป็นสถานที่ที่นำพาผู้มาเยื่อนได้รับประสบการณ์ที่เป็นเลิศและโดดเด่นนำสมัย ทั้งจากนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ทั้งจากกระบวนการเทคโนโลยี่ กระบวนการผลิตในเชิงพาณิชย์ที่ล้ำสมัย งานผลิตผลของศิลปินยอดเยี่ยมแห่งยุค งาน CNE ได้พัฒนามาจนกระทั้งเป็นงานประเพณีประจำปีและเป็นสัญญาลักษณ์ของรัฐออนตาริโอ และเป็นงานแสดงที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับที่เจ็ดของทวีปอเมริกาเหนือ งานมหกรรมนี้ได้สร้างความประทับใจ ความตื่นตาตื่นใจจากผู้ชมตลอดทั้งเมืองโตรอนโตและผู้มาเยือนจากภมิภาคต่างๆ



บนสถานที่จัดงานกว่า 192 เอเคอร์ ของ Exhibition Place อันยิ่งใหญ่สวยงามตั้งอยู่ริมทะเลสาปออนตาริโอ สามารถสร้างแรงจูงใจให้ผุ้คนจากทั่วสารทิศทั้งจากมหานครโตรอนโต จากรัฐออนตาริโอ และบางส่วนจากประเทศสหรัฐอเมริกาให้เข้ามาร่วมงาน CNE เป็นกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงและให้การศึกษาเสริมสร้างประสบการให้แก่ผู้คนนับล้าน ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างผลประโยน์ทางเศรษฐกิจให้กับ มหานครโตรอนโต รัฐออนตาริโอ และประเทศแคนาดา ซึ่งจากผลวิจัยของสถาบัน Enigma Research Corporation ในปี 2009 CNE ได้สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับโตรอนโตเป็นมูลค่ากว่า 58 ล้านเหรียญ
Thursday, August 26, 2010
It's not love but think of you
คนเราบางที่ก็ไม่ได้ต้องการมีความรักแบบเป็นคู่รักกัน เพราะว่าความรักไม่ได้มีจำกัดอยู่แค่นั้น ความรักแบบห่วงห่าอาทร มีน้ำใจให้กันมากกว่าความเป็นเพื่อนแต่ไม่ถึงกับเป็นแฟน ก็เป็นความรักที่สวยงามอีกรูปแบบหนึ่ง ชีวิตคนเราไม่ได้หมกมุ่นครุ่นคิดแค่เรื่องกิเลสอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ เพียงมีความเอื้ออาทรต่อกัน ส่งความคิดถึงกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ก็เป็นความสุขที่บริสุทธิอย่างหนึ่ง เป็นความรักที่ทำให้โลกเราสวยงาม ทำให้จิตใจมนุษย์เปี่ยมสุข เพราะความผูกพันธ์ มิตรภาพ ความเอื้ออาทร เป็นความรักที่เป็นนิรันดร์...
.........โลกใบนี้สวยงามด้วยมือของมนุษย์..........จิตใจมนุษย์สวยงามด้วยความรัก...............
ไม่รักแต่คิดถึง
ชีวิตบ้างช่วงที่เกี่ยวกัน เราได้แลกเปลี่ยนซึ่งความฝัน
หลายครั้งหลายหน........หัวใจไม่ตรงกัน แต่รู้กันต่างคนมีน้ำใจ
เธอไม่ต้องนวลอย่างดวงฉัน และฉันไม่ใช่ดวงตะวันฉาย
เราเพียงเป็นคน คบกันตามสบาย เมื่อร้างไกลห่วงใยก็แล้วกัน
ไม่สำคัญ่ว่าเธอมีใคร ไม่ใช่กงการอะไรของฉัน
ไม่สนใจ....เมื่อเธอสุขสันต์ ขอรู้เพียงวันที่เธอไม่มีใคร
ยังไม่ประคองเมื่อเธอล้ม ถ้าเธอลุกขึ้นยืนได้เองไหว
ขอรู้ ขอเห็น ว่าเธอเดินเองได้ จะขอมองไกลๆ อย่างชื่นชม
ไม่สำคัญว่าเธอมีใคร ไม่ใช่กงการอะไรของฉัน
ไม่สนใจเมื่อเธอสุขสันต์ ขอรู้เพียงวันที่เธอไม่มีใคร
ไม่รักแต่คิดถึง..............ไม่รักแตคิดถึง...................ไมรักแต่คิดถึง...............
Tuesday, August 24, 2010
บทกวี "สัจจธรรมของชีวิต"
~กลอนแปดสุภาพ~
○อันมนุษย์ เกิดมา ในหล้าโลก
มีแต่โศก ไร้สุข ทุกข์หนักหนา
สุขที่เห็น เป็นแค่ ภาพลวงตา
อย่าใฝ่หา อยู่เลย ไม่เคยมีฯ
♤เกิดแล้วแก่ เจ็บกาย ไม่วายทุกข์
สิ้นความสุข ทุกข์ใจ ไม่สุขศรี
เข้าโรงหมอ ร้าวรวด ปวดฤดี
เพราะกรรมมี กรรมซัด วิบัติไปฯ
♡ขอให้ท่าน ทั้งหลาย โปรดได้รู้
ขอจงสู้ กำหนดจิต ให้ผ่องใส
ทุกข์ทุกอย่าง เกิดขึ้น เพราะจิตใจ
สู้ต่อไป ทำสิ่งดี ได้หนีกรรมฯ
◇ขอให้บุญ ทำมา ช่วยพาท่าน
ให้สุขสันต์ สุขใจ ไม่ถลำ
ถึงเจ็บป่วย อย่างไร ใจต้องนำ
ยึดพระธรรม นำกาย จะหายเร็วฯ
♧ท้ายที่สุด แห่งกลอน ที่วอนว่า
เกิดชรา เจ็บตาย คล้ายลงเหว
เพราะชีวต ดุจดังเทียน ใกล้หมดเปลว
จะช้าเร็ว ก็ต้องตาย วายชีวาฯ
□หายใจเข้า ว่าพุทธ สุดประเสริฐ
จะบังเกิด พลังรู้ สู้ปัญหา
ออกว่าโธ ขอให้กาย ไร้โรคา
อวยพรมา ให้พ้นทุกข์ มีสุขเอยฯ
ต๋อย.(คนพเนจร)
๒๑/๐๗/๖๑ @ ๑๗.๐๐ น.



















