Friday, August 8, 2014

บทกวี ดอกพุดชมพู


."กลิ่นหอมหวล  ชวนชื่น  ระรื่นจิต
น่าเชยชิด  สวยเก๋  เสน่ห์หา
ดูโดดเด่น  คมขำ  งดงามตา
สวยโสภา  ชวนปอง  น้องเนื้อนวล

....พุดชมพู  เลิศหรู  ชมพูขาว
เปรียบดังสา  ววัยรุ่น  กลิ่นกรุ่นหวล
น่าเชยชิด  เคียงใกล้  ใจรัญจวน
เหมือนเชิญชวน  ยวนใจ  ให้ชายชม 

....วันอังคาร  ผ่านพบ  ประสบพักตร์
เธอน่ารัก  ฝากมาให้  ได้ดอมดม
พุดชมพู  หรือเข็มอุณา-กรรณสวยสม
สุดภิรมย์  สมฤดี...วันนี้เอย"
 
มนู สุขศรี
24 ก.ค. 2018 



Tuesday, October 29, 2013

Forget me not


."วันเสาร์ทิ้งท้ายสุดสัปดาห์
อาลัยลากับดอกไม้สายสัมพันธ์
"Forget me not" ..ชื่อไทย "อย่าลืมฉัน"
ฝากคำมั่นสีม่วงงามตามสัญญา
....ประวัติกล่าวไว้เป็นไม้ต่างประเทศ
ฝรั่งเศษมีหญิงชายสุขหรรษา
เที่ยวชายทะเลเห็นดอกไม้งามตา
ชายอาสาเก็บดอกไม้นำมาให้
....ชายแต่งกายหุ้มเกาะชุดนักรบ
พบจุดจบจมน้ำตายว่ายไม่ได้
ส่งดอกไม้ก่อนจะจมน้ำลงไป
สั่งเอาไว้"อย่าลืมฉัน"...นั้นที่มา"
 
มนู สุขศรี
21 ก.ค. 2018
 
 

Tuesday, October 8, 2013

THE MAYONNAISE JAR


(บทความนี้จับเอาเรื่องราวบนโลกไซเบอร์มาแปลให้อ่าน)

THE MAYONNAISE JAR
ข้อคิดจากขวดมายองเนส



When things in your life seem almost too much to handle, when 24 hours in a day is not enough, remember the mayonnaise jar and two cups of coffee.
ถ้าเมื่อใด สิ่งต่างๆ ที่เเกิดขึ้นในชีวิตของคุณทำท่าว่ามันเกือบจะมากเกินไปกว่าที่คุณจะจักการกับมันได้  หรือเมื่อเวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันนั้นมันไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว โปรดจงจดจำเรื่อง “ขวดมายองเนสและกาแฟสองถ้วย” เรื่องนี้เอาไว้ให้ดี

A professor stood before his philosophy class and had some items in front of him.
ศาสตราจารย์ผู้สอนวิชาปรัชญาท่านหนึ่ง ยืนเตรียมการสอนอยู่หน้าห้องพร้อมอุปกรณ์ประกอบการสอนที่เตรียมมาวางอยู่ตรงหน้า

When the class began, wordlessly, he picked up a very large and empty mayonnaise jar and fills it with golf balls.
เมื่อได้เวลาเริ่มต้นการสอน โดยที่ไม่ได้กล่าวเริ่มต้นอันใด ศาสตราจารย์คว้าขวดแก้วเปล่าขนาดใหญ่ที่ใช้ใส่มายองเนสเอาขึ้นมา แล้วหยิบลูกกอล์ฟใส่ลงไปจนเต็ม

He then asked the students if the jar was full. They agreed that it was.
จากนั้นเขาก็ถามานักศีกษาว่าขวดนี้เต็มแล้วใช่ไหม นักศึกษาทั้งหมดเห็นด้วยว่าเป็นอย่างนั้น

The professor then picked up a box of pebbles and poured it into the jar. He shook the jar lightly. The pebbles rolled into the open areas between the golf balls.
ต่อมาศาสตราจารย์ก็หยิบเอากล่องใส่ก้อนกรวดขึ้นมาแล้วค่อยๆ เทลงไปในขวด เพียงเขาเย่าขวดเบาๆ ก้อนกรวดก็ไหลลงไปอยู่ในที่ว่างระหว่างลูกกอล์ฟเหล่านั้น

He then asked the students again if the jar was full. They agreed it was.
แล้วเขาก็ถามนักศึกษาขึ้นอีกครั้งว่าขวดนี้เต็มแล้วใช่ไหม นักศึกษาก็เห็นด้วย

The professor next picked up a box of sand and poured it into the jar.
Of course, the sand filled up everything else.
คราวนี้ท่านศาสตราจารย์หยิบกล่องทรายขึ้นมาแล้วก็เทใส่ลงไปในขวด ซึ่งแน่นอนเม็ดทรายก็ไหลลงไปแทรกตัวอยู่ในช่องว่างจนเต็มแน่นไปหมด
He asked once more if the jar was full. The students responded with a unanimous “YES”.
แล้วเขาก็ถามนักศึกษาอีกครั้งหนึ่งว่าขวดใบนี้เต็มแล้วหรือยัง นักศึกษาให้คำตอบเป็นเอกฉันท์ว่ามันเต็มแน่

The professor then produced two cups of coffee from under the table and poured the entire contents into the jar, effectively filling the empty space between the sand. The students laughed.
แต่ท่านศาสตราจารย์กลับหยิบกาแฟขึ้นมาจากใต้โต๊ะสองถ้วย แล้วเขาก็แทน้ำกาแฟทั้้งสองถ้วยลงในขวด ปรากฎว่ามันยังสามารถซึมลงไปอยู่ในที่ว่างระหว่างเม็ดทรายในขวดได้จนหมด นักศึกษาต่างพากันหัวเราะขบขัน

“Now,” said the professor, as the laughter subsided, “I want you to recognize that this jar represents your life. The golf balls are the important things - God, family,
children, health, friends, and favorite passions. Things, that if everything else was lost and only they remained, your life would still be full. The pebbles are the things that matter like your job, house, and car. The sand is everything else -- the small stuff.” he said.
“เอาล่ะ” ท่านศาสตราจารย์กล่าวขึ้น เมื่อเสียงหัวเราะเริ่มเงียบลง “อาจารย์อยากให้พวกคุณคิดเสียว่าขวดใบนี้เป็นตัวแทนชีวิตของพวกคุณ ลูกกอล์ฟ คือสิ่งที่สำคัญได้แก่ พระผู้เป็นเจ้า, ครอบครัว, ลูกหลาน, สุขภาพ, เพื่อนๆ และสิ่งโปรดปรานที่คุณมีอยู่  ในหลายสิ่งหลายอย่างของชีวิต ถึงแม้ว่าคุณจะสูญเสียสิ่งอื่นๆไป แต่เมื่อคุณยังมีสิ่งสำคัญเหล่านี้เหลืออยู่ ชีวิตคุณก็ยังคงสมบูรณ์อยู่นั่นเอง ก้อนกรวด ก็เหมือนกับสิ่งต่างๆ ที่สำคัญรองลงมาเช่น หน้าที่การงาน, บ้านและรถยนต์ เม็ดทราย ก็คือสิ่งอื่นๆอย่างเช่น ของเล็กๆ น้อยๆ ของคุณ”
“If you put the sand into the jar first,” he continued, “There is no room for the pebbles or the golf balls. The same goes for life. If you spend all your time and energy on the small stuff, you will never have room for the things that are important to you...” he told them.
“ถ้าคุณเอาเม็ดทรายใส่ลงไปในขวดก่อน” เขาอธิบายต่อ “ก็จะไม่มีที่พอสำหรับใส่ ก้อนกรวดหรือลูกกอล์ฟลงไป เหมือนกับในชีวิตจริง ถ้าคุณใช้เวลาและพลังงานทั้งหมดให้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คุณจะไม่มีทางเหลือพื้นที่ให้กับสิ่งที่มีความสำคัญกับคุณ... ” เขาบอกกับนักศึกษา

“So... pay attention to the things that are critical to your happiness. Worship with your family. Play with your children. Take your partner out to dinner. Spend time with good friends. There will always be time to clean the house and fix the dripping tap. Take care of the golf balls first -- the things that really matter. Set your priorities. The rest is just sand.”
  “ดังนั้น... ควรใส่ใจในสิ่งต่างๆ ที่สามารถสร้างวิกฤตการให้กับความสุขในชีวิตของคุณได้ เทิดทูนสถาบันครอบครัวของคุณ มีเวลาเล่นสนุกกับลูกหลาน พาคู่ชีวิตออกไปทานอาหารนอกบ้าน มีเวลาให้เพื่อนๆ สนิทของคุณ ยังไงก็ตามคุณจะมีเวลาเหลือสำหรับทำความสะอาดบ้านและซ่อมก๊อกน้ำที่มันรั่วเสมอ ดูแลลูกกอล์ฟเป็นสิ่งแรก สิ่งนี้มีความสำคัญจริงๆ ควรจัดลำดับให้ความสำคัญว่าอะไรทำก่อนอะไรทำทีหลัง สิ่งอื่นๆ นอกจากนี้เป็นแค่เพียงเม็ดทรายเท่านั้น”
One of the students raised her hand and inquired what the coffee represented.
นักศึกษาหญิงคนหนึ่งยกมือขึ้นแล้วถามว่ากาแฟสองถ้วยนั้นหมายถึงอะไร
The professor smiled and said, “I'm glad you asked. It just goes to show you that no matter how full your life may seem, there's always room for a couple of cups of coffee with a friend.”
ท่านศาสตราจารย์ยิ้มแล้วพูดว่า “อาจารย์ดีใจที่คุณถามขึ้นมา มันเพียงแสดงคุณให้เห็นว่า ไม่ว่าชีวิตคุณดูเหมือนว่าจะยุ่งเหยิงแค่ไหน แต่คุณจะมีเวลาพอเสมอที่จะดื่มกาแฟซักถ้วยสองถ้วยกับเพื่อนซักคน”

Please share this with other "Golf Balls"
กรุณาบอกเล่าเรื่องนี้ให้กับ “ลูกกอล์ฟ” อื่นๆด้วย

Thursday, August 30, 2012

ยุทธวิธีการบริหาร จาก 8 กรณีศึกษา

(จับเรื่องราวบนโลกไซเบอร์มาเล่าต่อกันฟัง)

1.   จาง เซีย เหลียง ถือเป็นจอมพลในรัฐบาลเจียงไคเช๊ค ได้เปิดเผยเรื่องราวในชีวิตว่ามีผู้หญิงมาติดพันอยู่ 11 คน มีชู้อยู่คนหนึ่งแซ่จ้าว นางคนนี้สมสู่ติดพันกันตั่งแต่นางอายุ 16 ปี ว่ากันว่าถ้าคบกัน 1 ปี ถือว่าเป็นชู้ 3 ปีถือว่าเป็นกิ๊ก แต่นี่อยู่กันตั้ง 60 ปี จางเซียเหลียง มีอายุยืนถึง 100 ปี จึงกลายเป็นความรักอมตะ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า เรื่องหลายเรื่องไม่ได้ดูที่ทำหรือไม่ทำ แต่ดูที่ว่าท่านทำนานแค่ไหน

2.   ในต้นยุคสาธารณะรัฐประชาชนจีน มีโสเภณีเด่นอยู่นางหนึ่ง ทั้งรูปสวยและมีความรู้มากมายมีชื่อว่าหงษ์น้อย ในยุคนั้นถ้านางพัวพันกับชาวนาหรือกรรมกรก็คงถูกกวาดล้างอย่างไม่ไว้หน้า แต่นางเป็นชู้กับนายพลไช่เอ๋อ เลยมีชื่อจารีกไวในประวัติศาสตร์ ถ้าหากนางคบกับประธานาธิบดีก็คงจะได้เป็น First Lady นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า คุณจะทำอะไรไม่สำคัญ สำคัญว่าคุณทำกับใคร

3.   เกิดไฟไหม้ที่โรงอาบน้ำหญิง หญิงเปลือยกายล่อนจ้อนวิ่งหนีตายออกบนท้องถนน ตาแก่คนหนึ่ีงร้องตะโกนฮาป่า บรรดาหญิงเปลือยนึกขึ้นได้ต่างพยายามเอามือปกปิด แต่จุดล่อแหลมมีอยู่หลายจุด จึงต่างจ้าละหวั่นทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายตาแก่ตะโกนบอกปิดหน้าซิโว้ยก็เพราะข้างล่างมันเหมือนกันหมด นิทานเรื่องนี้ให้แนวความคิดว่า ในความฉุกเฉินไม่อาจทำอะไรได้รอบคอบทั้งหมด จับจุดสำคัญก็พอ

4.   สาวใหญ่แจ้งความกับตำรวจ ดิฉันเสียบกระเป๋าสตางค์ไว้ในยกทรงเบียดเสียดอยู่ในรถไฟใต้ดินจนถูกหนุ่มหล่อสูงวัยล้วงกระเป๋าไป ตำรวจขมวดคิ้วว่าล้วงในจุดล่อแหลมขนาดนี้คุณไม่รู้สึกตัวเลยหรือ สาวใหญ่ตอบเหนียมว่า ก็ไม่นึกว่าเค้าตั้งใจจะล้วงกระเป๋า นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า การทำให้ลุกค้าตกอยู่ในภาวะเคลิบเคลิ้มพอใจที่จะถูกรีดเงิน เป็นชั้นเชิงสูงสุดทางธุรกิจ

5.   บริษัทติดข้อความหน้าโถปัสสาวะ “ก้าวออกมาอีกนิดใกล้ชิดอารยะธรรม” แต่พื้นก็ไม่วายมีฉี่เรี่ยราดเปียกแฉะอยู่ตลอด บริษัทศึกษาบทเรียนอย่างจริงจังแล้วปรับแผนใหม่ดังนี้ “ฉี่ไม่ตรงเป้าแสดงวาของคุณอ่อน ฉี่เล็ดออกมาก่อนแสดงว่าของคุณสั้น” ผลปรากฎว่าพื้นสะอาดขึ้นกว่าเดิมมากมาย นิทานเรื่องนี้ให้แนวความคิดว่าการให้คำแนะนำกับลูกค้าต้องเป็นรูปธรรมและแทงถูกใจดำ

6.   วันหนึ่งเลขานุการสาวตีหน้าขึงขังกับผู้จัดการบอกว่า ดิฉันตั้งท้อง ผู้จัดการได้ยินดังนั้นยังคงก้มหน้าอ่านเอกสารแล้วตีหน้าตายแล้วพูดว่าผมทำหมันตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ลูกชายเกิด เลขานุการได้ยินดังนั้นก็หน้าซีดตกตะลีงอยู่พักใหญ่ แล้วตีหน้ายิ้มขี้นมาพูดว่า ดิฉันพูดเล่นค่ะ ผู้จัดการเงยหน้าขึ้นมาแล้วบอกว่า ผมก็เหมือนกัน แล้วก้มหน้าจิบน้ำชาอ่านเอกสารต่อ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า คนที่อยู่ในสังเวียนต้องไม่ตระหนกตกใจง่ายเมื่อเจอกับภาวะวิกฤต แม้มีปืนเล็งมาก็ตั้งตัวรับได้

7.   สามชายหนุ่มไปขอลูกสาวในคราวเดียวกัน ว่าที่พ่อตาบอกให้แต่ละคนแนะนำตัว คนแรกบอกว่าผมมีเงิน 10 ล้าน คนที่สองบอกว่าผมมีคฤหาสมูลค่า 20 ล้าน ว่าที่พ่อตาฟังแล้วรู้สึกพอใจมาก เลยถามหนุ่นคนที่สามแล้วคุณล่ะมีอะไร ผมไม่มีอะไรมีแต่ลูกที่อยู่ในท้องลุกสาวคุณ หนุ่มคนแรกกับคนที่สองได้ยินแล้วรีบลาจาก  นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า อำนาจการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่กำลังทรัพย์แต่อยู่ที่การจัดการวางคนของเราในตำแหน่งที่สำคัญ

8.   เถ้าแก่เบื่อเมียลับเต็มทน เมียลับเริ่มแก่ตัวจึงของเงินค่าเลี้ยงดูเป็นก้อนใหญ่ เถ้าแก่คิดจะฆ่าปิดปากแต่ ผู้จัดการคนสนิทออกอุบายให้เถ้าแก่ออกเงินหนึ่งแสนหยวนให้เมียลับไปเรียน MBA โดยให้เหตุผลว่าเพื่อยกระดับการศึกษา เมื่อเมียลับได้ไปเรียนต่อในห้องเรียนMBA  มีแต่นักศึกษาระดับเถ้าแก่ ซึ่งต่างหลงไหลในนักศึกษาเมียลับคนนี้ ไม่ช้าไม่นานเมียลับก็ไม่ขออยู่กับเถ้าแก่ แถมยังให้เงินหนึ่งล้านหยวนแก่ผู้จัดการเป็นค่าปิดปาก นิทานเรื่องนี้ให้แนวความคิดว่า การจัดการทรัพย์สินด้อยคุณภาพของธุรกิจ วิธีที่ดีที่สุดคือย้อมแม้วตกแต่งแล้วแปลงค่าทรัพย์สินให้เป็นทุน ไม่ใช่ทิ้งไปหรือให้ย่อยสลายเอง

Tuesday, December 13, 2011

เรื่องช้อนยาวหนึ่งเมตร

(จับเรื่องราวบนโลกไซเบอร์มาเล่าต่อกันฟัง)

เรื่อง ช้อนยาวหนึ่งเมตร  
มีชาวเดนมาร์คคนหนึ่งนอนหลับอยู่ที่บ้าน ในเวลากลางคืนมีนางฟ้าลงมาหาเขา ชวนไปเที่ยวสวรรค์และนรกเขาก็ตกลงใจไปด้วย นางฟ้าพาไปที่ที่หนึ่งแล้วบอกว่า 'ถึงนรกแล้ว' ที่นั้นเป็นห้องใหญ่ๆ มีโต๊ะยาวๆ บนโต๊ะมีอาหารที่ประณีตอร่อยมีคุณค่าทุกประเภท มีคนนั่งอยู่หลายคนนางฟ้าก็บอกว่า 'นี่สัตว์นรก' คนเหล่านั้นนั่งมองอาหารที่น่ากินที่สุดในโลก แต่ดูสิ ดูพวกเขา ตัวของเขาผอม เหลือง น่าสงสาร  

นางฟ้าบอกว่าที่นี่อนุญาตให้กินอาหารดีๆได้แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้มือหยิบต้องใช้ช้อนที่ยาวหนึ่งเมตรตักอาการกินเท่านั้น เวลาจะใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากตัวเองคนที่นรกก็ตักไม่ถึงสักที อาหารที่อร่อยหกลงบนพื้นเกือบหมด เขามีความวุ่นวายเดือดร้อนมากพยายามตักอาหารเท่าไรก็ไม่ถึงปาก พวกเขาจึงผอมโซเพราะอดอาหารทั้งที่อยู่ใกล้ชิดอาหารที่อร่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ทำไมพวกเขาไม่สามารถเอาเข้ามาถึงในปากของตนเองได้  

นางฟ้าพาไปอีกห้องหนึ่งแล้ว บอกว่า 'ถึงสวรรค์แล้ว' ห้องที่สองนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับห้องแรกทุกประการมีโต๊ะอาหารยาว ๆ อาหารประณีตหลาย ๆ อย่างเหมือนกันกับห้องนรกมีเก้าอี้รอบมีคนนั่งอยู่หลายคน นางฟ้าบอกว่านี่เทวดาบนสวรรค์  แต่แปลกที่คนบนสวรรค์นั้นยิ้มแย้มแจ่มใสอ้วนท้วนสมบูรณ์สบาย แล้วดูสิว่าพวกเขากินอาหารกันได้อย่างไรทั้งๆที่เขาก็ต้องใช้ช้อนยาวหนึ่งเมตรตักอาหารเหมือนกับที่นรก เอ...ทำไมมันไม่เหมือนที่นรกทำไมคนที่นี่สนุกสนานแจ่มใสร่าเริงแข็งแรง พอสังเกตดูดี ๆ  อ้อ..เห็นวิธีของชาวสวรรค์ คือคนข้างหนึ่งของโต๊ะเขาตักอาหารด้วยช้อนยาว ๆ เอาไปป้อนใส่ปากของคนตรงข้าม คนอีกข้างก็ตักอาหารมาใส่ปากของคนข้างนี้ก็เลยได้กินกันทุกคนอยู่อย่างสุขสบาย  

สรุปว่า ที่นรกนั้นคนคิดแต่จะได้อย่างเดียว คิดแต่เรื่องความสุขของตัวเอง คิดแต่ว่าเราจะได้อาหารได้สิ่งที่เราชอบโดยไม่คิดถึงคนอื่น แต่ที่สวรรค์นั้นมีการช่วยเหลือกันมีความรักสามัคคีกัน คำนึงถึงความสุขของคนอื่นด้วยจึงก็ได้รับความสุขทั่วถึงกันทุกคน  

ตื่นขึ้นมาแต่ละวัน อย่าถามว่าตัวเราจะได้อะไรจากสังคม แต่จงถามให้มากว่าเราจะให้อะไรกับสังคมได้บ้าง

Tuesday, November 29, 2011

การเวก


 "เรืองรองผ่องแสงสุริยา
มองดูฟ้าตะวันคล้อยลอยลงต่ำ
ฟ้าประทานกลิ่นอวนจวนจะค่ำ
ช่างดื่มด่ำเย้ายวนรัญจวนใจ
...หอมซาบซึ้งคนึงครวญถึงนวลนาง
ดั่งกลิ่นปรางนางหวลชวนชิดใกล้
ลอยตามลมฝากรักสลักใจ
เชิญเราให้ไขว่คว้าเอามาครอง
...การเวก..เสกมนต์ให้พวัง
ได้สมหวังครั้งนี้ที่เราสอง
มั่นในรักฝากใจให้เคียงครอง
ขอรับรองว่ารักมั่น...นิรันดร"

มนู สุขศรี
26 ก.ค. 2016




Sunday, July 31, 2011

“Caribana” Caribbean Carnival Toronto



หลังจากผ่านฤดูหนาวอันเยือกเย็นยาวนานมาสู่ฤดูร้อนอันสดใสของเมืองโตรอนโต ชาวแคนาดาจะนึกถึงขบวนแห่อันระยิบระยับแพรวพราย ความตื่นตาตื่นใจกับสีสันของเครื่องแต่งกายอันน่าพิศวง วงดุริยางค์ที่ใช้เครื่องดนตรีของชาวแคริบเบียน หรือชาวหมู่เกาะในอเมริกากลาง โดยเฉพาะกลองกระทะเหล็ก (steel pan) ที่ให้เสียงเพลงสำเนียงแคริเบี้ยนที่โลกรู้จัก ขบวนแห่ยาวเหยียดหลากสีสัน การเต้นรำอย่างสนุกสนานสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมตลอดเส้นทางบนถนนเลียบทะเลสาบออนตาริโอ งานรื่นเริงประจำปีของคนผิวดำชาวแคริบเบียน เดิมเรียกว่า Caribana ที่ได้เปลี่ยนชื่อเมื่อเร็ว ๆ นี้เป็น สโกเทีย-แคริบเบียน คาร์นิวาล (Scotiabank Caribbean Carnival Toronto) เทศกาลฉลองปีนี้ครบรอบ 44 ปี ในปี 2011 นี้




เทศกาลแคริบเบียนในโตรอนโตนี้ถือว่าเป็นงานยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ นำเสนอโดยคณะกรรมการบริหารงานเทศกาลเ ของเมืองโตรอนโต ที่สามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มาร่วมเทศกาลนับล้านคน เป็นประจำทุกปี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน
นับแสนคนข้ามฝั่งเข้ามามาแคนาดาเพื่อเข้ามาร่วมในเทศกาล จุดเด่นของเทศกาลนี้ คือการแต่งกายที่สุดอลังการ สุดสวยด้วยการออกแบบด้วยสีสันตระการตา ตามแบบฉบับชาวแคริเบียน (masqueraders costumed) ลีลาการเต้นที่สนุกสนานด้วยจังหวะ เร็กเก้, ซัลซา ลาตินอเมริกา และอัฟริกัน ผสมผสานกัน บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีพื้นเมืองและตนตรีสมัยใหม่ เป็นเสียงดนตรีที่สนุกสนานเร้าใจแบบฉบับชาวแคริเบี้ยน ขบวนแห่ยาวเหยียดทั้งเดิน เต้น เล่น ร้อง ทั้งเดินเท้าและอยู่บนรถบรรทุกที่ตกแต่งอย่างสวยงาน พาเหรดบนเส้นทางยาว กว่า 15 กิโลเมตร บนถนนเรียบริมทะเลสาบออนตาริโอ ตลอดเส้นทางเรียงรายแน่นขนัดไปด้วยฝูงชนที่มาชมด้วยสายตาเปี่ยมสุข ร้องเล่นเต้นรำตามเสียงดนตรีของขบวนที่ผ่านไป และนี่คือจุดเด่นสุดของแคริบานา (Caribana) ที่ผู้คนจากทั่วโลกรู้จักและติดตามเข้าร่วมงานเทศกาลนี้ทุกปี




Caribana เริมจัดขึ้นในปี 1967 เป็นโครงการมรดกชุมชน เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีของประเทศแคนาดา ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากงานเทศการ คาร์นิวัล ของ ประเทศทรีนิเดด (Trinidad Carnival) หนึ่งในประเทศในหมู่เกาะแคริเบี้ยน งานเฉลิมฉลองนี้รวมถึง การบรรเลงเพลง, เต้นรำ, อาหารและเครื่องแต่งกายของหมู่เกาะแคริบเบียนและวัฒนธรรมของประเทศเหล่านั้น ที่ปรากฎในเมืองโตรอนโต -- เมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากที่สุดของโลก